ตำนาน SEIKO Monster

posted on 27 Mar 2012 23:02 by xn--12c1cxcxack

เรื่อง ราวของเจ้าแห่งท้องทะเลลึกที่สืบสายพันธุ์มาจากบรรพบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งอาจจะอาจกล่าวได้ว่า ไม่มีนักสะสมหรือผู้รู้เรื่องนาฬิกาผู้ใดที่จะไม่รู้จักเจ้าแห่งท้องทะเล เรือนนี้ แน่นอนครับ ผมกำลังพูดถึงเจ้าแห่งการเวลา ในท้องทะเลลึก "SEIKO MONSTER"

Monster ได้ปรากฏตัวขึ้นครั้งแรก ในปี 2000 แต่ในครั้งนั้นยังไม่มีใครให้ความสนใจสักเท่าใดนัก จนกระทั่งในปี 2002 บุคคลผู้หลงใหลในเครื่องบอกเวลาสองคนคือ คุณ Tommy แห่ง Siamnaliga.com และ คุณ Reto Castellazzi แห่ง Poor Man’s Watch Forum ก็ได้ค้นพบและขนานนามว่า Sea Monster และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นับจากนั้นมาเหล่าบรรดาผู้คลั่งไคล้ในเครื่องบอกเวลาจำนวนมาก ก็ได้ออกตามล่าหาเจ้า Monster มาครอบครอง จนคำว่า Monster นี้ เป็นที่รู้จักและแพร่หลายสู่เหล่าผู้สะสมนาฬิกาทั่วโลกในเวลาอันรวดเร็ว

Seiko Monster มีรหัสประจำตัวคือ SKX779K(Black dial) และ SKX781K(Orange dial) ส่วนเครื่องกลไกนั้นใช้รหัส 7S-26 Bi-directional self winding หรือเรียกอีกอย่างว่าเครื่อง Mechanical นั่นเอง เครื่องตัวนี้ได้รับการบรรจุทับทิมจำนวน 21 เม็ด ทำงานที่ 21600 bph พร้อมด้วยกลไก Magic Lever Winding System ซึ่งได้ถูกนำไปใช้ในกลไกชั้นสูงของ Seiko ในเวลาต่อมา แม้แต่ใน Spring drive ก็เช่นกัน 7S-26 ถือเป็นเครื่องพื้นฐานของ SEIKO ที่อาจเรียกได้ว่า เป็นเครื่องที่มีความคุ้มค่าสูงสุดเมื่อเทียบกับราคา ความทนทานและความเที่ยงตรงที่ได้รับ

ลักษณะเด่นที่ทำให้ Monster ได้รับการยอมรับน่าจะมาจากความดีและความคุ้มค่า เริ่มจากตัวเรือน Stainless steel ขนาด 42 มม. ตรงนี้เองเรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของกระแสนาฬิกาขนาด XL เลยก็ว่าได้ เพราะทำให้นาฬิกาขนาด 34-36 มม. ดูเล็กไปถนัดตา ตัวเรือนหนาและใหญ่ บ่งบอกถึงความบึกบึนแข็งแรงประกอบกับการออกแบบที่ลงตัว มะยมขันเกลียวพร้อม crown guards กันน้ำได้ลึกถึง 200 เมตร มี Lumibrite marker ขนาดใหญ่ที่เรืองแสงสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนในที่มืดโดยไม่ต้องนั่งเพ่ง ที่สำคัญคือขอบ Bezel นั้นแตกต่างจากรุ่นพี่ไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่เคยใช้ขอบสีดำ กลายมาเป็นขอบเหล็กขนาดใหญ่ สลักด้วยตัวเลข 15-30-45 และสามเหลี่ยมพร้อมปุ่มเรืองแสง ตัวเลขออกแบบได้อย่างลงตัว แต่ก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์เดิมเอาไว้ด้วยการหมุนที่ 120 clicks ทวนเข็มนาฬิกาทิศทางเดียวตามแบบฉบับของ diver watch เข็มสั้นถูกออกแบบให้เป็นลูกศรขนาดใหญ่เมื่อประกอบรวมกับเข็มยาวและเข็มวินาทีรวมกันแล้ว ให้ความสวยงามและลงตัว คุณภาพของสายทำจาก Stainless steel ชั้นดี พร้อมด้วย double lock และ extension link สำหรับ wet suit นอกจากนี้ ตัวยึดข้อสายยังเป็นแบบปลอกล็อคเข้ากับแกน ซึ่งมีความแข็งแรงมาก

ต่อมาความโด่งดังของ Monster กระจายตัวอย่างรวดเร็วในหมู่นักนิยมนาฬิกาในประเทศไทย เมื่อมีการนำเข้า Monster มาในประเทศไทย ก็ได้รับการตอบรับและขายหมดในระยะเวลาอันรวดเร็ว จากกระแสความร้อนแรงนี้เอง เป็นที่มาของปีศาจหน้าเหลือง หรือ Yellow Monster นั่นเอง

เจ้าปีศาจหน้าเหลืองมีรหัสประจำตัวคือ SKZ203K1 ถูกสร้างขึ้นในปี 2003 ด้วยจำนวนที่จำกัดเพียง 300 เรือนเท่านั้น และด้วยจำนวนที่จำกัดนี้เอง ทำให้เป็นที่ต้องการของนักสะสมในประเทศไทย จนสามารถจำหน่ายได้หมดภายในเวลา 2 วันหลังจากเปิดตัว แม้แต่นักสะสมทั่วโลกก็เช่นกัน ครั้งหนึ่งเคยทำราคาประมูลบน เว็บไซต์ ebay ได้ราคาสูงถึง US$1200 เลยทีเดียว

คุณสมบัติของเจ้าปีศาจเหลืองนี้ ก็คือหน้าปัดสีเหลืองสดใสสลับกับขอบสีดำ กระจกเปลี่ยนมาใช้ sapphire crystal พร้อมทั้งเลนส์ขยายช่องวันและวันที่ ด้านหลังสลักหมายเลขประจำตัวเรือน ส่วนเครื่องก็ upgrade มาเป็นรหัส 7S-36 บรรจุทับทิมจำนวน 23 เม็ด ช่วยลดการสึกหรอของแกนจักรและทำให้เครื่องมีการทำงานที่เสถียรยิ่งขึ้น

ในปี 2005-2006 กระแสความร้อนแรงของ Monster ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจนทำให้มีการผลิต Blue Monster(SKZ213K1) ออกสู่ตลาด โดยเป็นการผลิตแบบ Special Edition คือจำกัดจำนวนผลิตแต่ไม่มีการระบุหมายเลขที่ตัวเรือน Blue Monster ถูกผลิตออกมาประมาณ 1,800 เรือน เอกลักษณ์ของ Blue Monster คือ หน้าปัดสีฟ้าสลับด้วยขอบสีดำและขีด Marker สีเหลือง ขอบ Bezel ในตำแหน่ง 15 วินาทีแรกจะเป็นสีแดง ที่เหลือเป็นสีดำ ส่วนเครื่องก็เปลี่ยนมาใช้ รุ่่น 7S-36 ด้วยเช่นกัน

เป็นที่คาดเดากันในหมู่นักนิยมนาฬิกาและแฟน ๆ ของ Monster ว่าคงจะต้องมีการผลิต version ถัด ๆ ไปตามมา และสิ่งที่คาดเดาก็เป็นจริง ในปี 2007 SEIKO ได้สร้างความแตกตื่นให้กับแฟน ๆ อีกครั้งด้วยการเปิดตัว Red Monster ( Limited Edition) ที่ใช้รหัส SKZ243K1 ออกแบบโดยดีไซน์เนอร์ชาวญี่ปุ่น มร. อาคิระ ซาไคริ (Mr.Akira Sakairi) ที่ได้แรงบันดาลใจจากสีแดงอันเป็นสีประจำชาติของประเทศญี่ปุ่น ผลิตจำนวน 1,313 เรือน หน้าปัดสีแดงสลับขอบสีดำ ช่องวันและวันที่ เป็นพื้นขาวพร้อมเลนส์ขยาย ขอบ bezel ตั้งแต่วินาทีที่ 16-59 สลักด้วยสีแดง เครื่อง 7S-36 และของอภินันทนาการพิเศษสำหรับแฟนตัวจริงของ Monster ด้วยสายหนังสีแดงสด

นอกจากนี้แล้ว กระแส Monster fever ยังกระจายไปยังผู้คลั่งไคล้ทั่วโลก ในต่างประเทศมีการนำ Monster ไป modified รูปแบบต่าง ๆ กัน เช่น White Monster หรือ นำหน้าปัทม์สีดำและส้ม มาสลับขอบกัน และยังพบว่า มีการออก Special edition ขายเฉพาะให้กับบางร้านในประเทศญี่ปุ่น ใช้รหัสว่า SZEN001 มีด้วยกันสองรุ่นโดยมีการเรียกชื่อต่าง ๆ กันไป เช่น Knight Monster แต่ที่ด้านหลังมีสลักคำว่า Air Diver ด้วยความมีเอกลักษณ์พิเศษโดยการทำตัวเรือนรมดำแบบเงา บนหน้าปัทม์สีดำ หรือสีส้ม และยังคงใช้เครื่อง 7S-26 แบบดั้งเดิม

เป็นที่เข้าใจว่า Seiko ได้วางแผนการผลิตและจำหน่าย Monster ในภูมิภาค South-East Asia แต่กลับมีจุดกำเนิดในประเทศไทย และขยายความนิยมไปยังผู้ใช้นาฬิกาทั่วโลก แม้แต่ในประเทศญี่ปุ่นเองก็ตาม หรือแม้กระทั่งบรรดาสาวก Seiko ใน Web board ต่าง ๆ ทั่วโลก ตัวผมเองไม่อาจประเมินได้ว่า จำนวนการผลิตของ Seiko Monster นี้ มีมากมายเพียงใด แต่ก็อาจกล่าวได้ว่าเป็นรุ่นที่มีการผลิตที่ยาวนานที่สุดรุ่นหนึ่ง และเป็น Entry level ของผู้เริ่มสะสมนาฬิกา นับเป็นนาฬิกาที่มีความคุ้มค่าคุ้มราคามากที่สุดในปัจจุบัน ถึงแม้ว่าจะมีการคาดการณ์ว่าจะมีการหยุดการผลิต Monster ใน ไม่ช้า และแล้วในปี 2008 ได้ถือกำเนิดราชาปีศาจขึ้นมา คือรุ่น SEIKO Prince monster Limited Edition ผลิตเพียง 1666 เรือน โดยมีโฉมใหม่ ตัวเรือนสองกษัตริย์ pink gold  ถือเป็นซีรีย์ที่แหวกแนวกว่าซีรีย์รุ่นพี่ เพราะใช้ MODEL Landmaster ที่ผลิตในมาเลเซียและจำหน่ายในอเมริกา รุ่นนี้จุดเด่นอยู่ที่ใช้สี pinkgold เข้ากับสไตร์สปอร์ตของ Landmaster พร้อมใช้กลไก 7S35 กระจกแซฟไฟร์บรรจุในกล่องหรู น่าสะสมมาก แต่ด้วยกระแสการรอคอยและคำเรียกร้อง Model เดิมต้นตำหรับมอนสเตอร์ ในปี 2010 จึงได้ถือกำเนิด Monster 7 หรือ Green Monster มอนสเตอร์หน้าสีเขียว Limited Edition อันดับ 7 จากกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยหน้าปัดออกแบบมาจากสีของสาหร่ายทะเลลึก รุ่นนี้จุดเด่นอยู่ที่ใช้ Model Original ส่วนขอบตัวเรือนขัดเงา ขีดสีเขียว พร้อมกับ กล่องบรรจุซึ่งเป็นรูปหีบสมบัติ พร้อมแถมไฟฉายซึ่งใช้ใต้น้ำได้ ผลิตจำกัดจำนวนเพียง 1881 เรือน ซึ่งเทียบเท่ากับปีที่ถือกำเนิด SEIKO และรุ่นนี้ถือเป็นรุ่นที่แสดงถึงกระแสความต้องการนาฬิการุ่นนี้เป็น อย่างมากเพราะ ณ วันแรกที่วางจำหน่าย วันที่ 30 ม.ค. 53 ผู้คนต่างเรียงคิวรอซื้อนาฬิกาจนไม่เพียงพอต่อความต้อง การ และนาฬิกาก็จำหน่ายหมดเพียงในวันแรกเท่านั้น หลังจากนั้นราคาก็ขยับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว   

และในปีเดือน ก.พ. 54 Monster หมายเลข 8 ได้ปรากฎโฉม นาฬิกา SEIKO Snow Monster Limited Edition SKZ331K1 นาฬิกา SEIKO monster ลำดับที่ 8 มาในรูปแบบอสูรกายพันธุ์ใหม่ ที่ดูสุขุม เยือกเย็น แต่ทว่าแฝงไปด้วยความดุดัน สมฉายาเจ้าปีศาจอันเลื่องชื่อ ในนาม “Snow Monster” ทายาทอสูรรุ่นที่ 8 ผู้สืบตำนานพันธุ์แกร่ง ที่ “ไซโก” ได้ดีไซน์หน้าปัด ตัวเรือน และสายใหม่ด้วยแรงบันดาลใจจากเกล็ดหิมะและน้ำแข็ง เพื่อเอาใจสาวกปีศาจที่ต่างจับจ้องพร้อมใจกันออกตามล่าในทันทีที่ออกอาละวาด

Snow Monster ได้รับแรงบันดาลใจจากความหนาวเย็นในช่วงฤดูหนาวของหมู่เกาะฮอกไกโดประเทศ ญี่ปุ่น ผสานกับความสวยงามของเกล็ดหิมะยามต้องแสงอาทิตย์ ซึ่งส่องประกายระยิบระยับเป็นผลึกสีขาวสะอาดตา โดยเจ้าปีศาจหิมะนี้ ได้รับการออกแบบโดยดีไซเนอร์ผู้หลงใหลความงดงามของหิมะเป็นชีวิตจิตใจ “มร. ซาโทรุ มอนจูกาวะ [Satoru Monjugawa]” ผู้ตั้งใจออกแบบเจ้าปีศาจหิมะให้มีความขาวบริสุทธิ์ที่สุด” มาพร้อมกับการแต่งแต้มความสดชื่นด้วยสีฟ้าครามบนขอบหน้าปัด อันเปรียบเสมือนว่าโลกทั้งใบได้ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยท้องฟ้าสีครามในยามท้องฟ้า โปร่ง

“ปีศาจ หิมะ Snow Monster” ยังคงเอกลักษณ์ความอึดเฉพาะตัว กับการดำน้ำได้ลึกถึง 200 เมตร สะท้อนความน่าเกรงขามผ่านกระจก คริสตัล ซัพไฟร์ [Crystal Sapphire] และสารเรืองแสง Lumibrite ที่สามารถอ่านเวลาได้อย่างชัดเจนแม้ในที่มืด ในจำนวนจำกัดสุดเอ็กซ์คลูซีพ 2555 เรือน บรรจุในกล่องหีบสมบัติสีขาว พร้อมแถมสาย ยางสีน้ำเงิน 1 ชุด 

ในปี 2012 มารอดูกันว่า SEIKO MONSTER ลำดับที่ 9 จะเป็นอย่างไร อดใจรอสักนิดครับ 

  credit:http://taradnalika.tarad.com

 

Comment

Comment:

Tweet