ประวัติ EBEL

posted on 20 Oct 2011 20:12 by xn--12c1cxcxack
ประวัติ EBEL

            
       
         

       ใครจะะรู้ว่านาฬิกา EBEL ที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมไปทั่วโลกเริ่มต้นจากความ "ไม่มีอะไรเลย" ในปี 1911 โดย Alice และ Eugene Blum ทีมงานสามีภรรยาในเมือง La-Chaux-de-Fonds เมืองเล็ก ๆ ในเทือกเขา Jura ซึ่งในระหว่างนั้นถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางการทำนาฬิกาของโลก หลังจากนั้นเพียง 3 ปี  EBEL ก็ได้รับรางวัลเหรียญทอง ในงาน Swiss National Exhibition จากผลงานการทำนาฬิกา ข้อมือ  นาฬิกาห้อยคอ และนาฬิกาแหวน  เพียงไม่กี่ปี หลังจากการก่อตั้ง EBEL ก็สามารถสร้างกระแสนิยมได้อย่างรวดเร็วจากการคิดค้นใหม่ ๆ เช่น

 

 

 



 

 
      ปี 1920 EBEL หันมาพัฒนานาฬิกาแบบพกรุ่น Art Deco พร้อมระบบไขลานอัตโนมัติ ที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงอย่างมาก
     ปี 1925 สองสามีภรรยานำนาฬิกาข้อมือที่ทำด้วยแพลตินั่มตกแต่งด้วยอัญมณีเลอค่าออกแสดงในงานศิลปะที่กรุงปารีส

                               
     ปี 1932 Charles Blum ลูกชายของทั้งสองได้เข้ามาสืบทอดงานบริหารบริษัทฯ และได้ขยายตลาดออกสู่ต่างประเทศ พร้อมกับเปิดตัวนาฬิกาซึ่งมีขนาดเล็กมากออกสู่ตลาด จนได้รับประกาศนียบัตร "Diploma of Honour"  ในงานBarcelona World Fair รวมทั้งรางวัลชนะเลิศทางด้านอัญมณีที่งาน Swiss National Exhibition ที่กรุงโลซาน
      ปี 1972  Pierre Alain Blum ทายาทรุ่นที่ 3 ได้ตัดสินใจประกาศปรับปรุงวิสัยทัศน์ของบริษัทใหม่พร้อมกับมีการออกแบบโลโกและคำขวัญของ EBEL ว่า "Architects of Time" ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางที่มุ่งเน้นเรื่องการออกแบบให้สวยงามและเพียบพร้อมไปด้วยเทคนิคอันเลอเลิศ
     หลายปีจากนั้นอีเบลก็ได้สร้างนาฬิกาเด่น ๆ ออกมาอีกหลายรุ่นเช่น นาฬิกาสปอร์ตรุ่น Quantieme Perpetuel ที่เริ่มผลิตในปี 1985 ซึ่งเป็นที่ต้องการของนักสะสมอย่างมาก ทุกเรือนจะให้วัสดุที่มีคุณค่าสูงในการผลิตเช่น ทองคำ ทองสีชมพู (Pink Gold) ทองคำขาว (White Gold) รวมทั้ง แพลตินั่ม ซึ่งจะผลิตตามใบสั่งซื้อเท่านั้น นาฬิการุ่นนี้จะมีเข็มพิเศษ 3 อันใช้วัดชั่วโมง นาที และวินาที พร้อมหน้าต่างเล็ก ๆ บอกข้างขึ้นข้างแรมด้วย

  

 




    รุ่น Discovery และรุ่น  Voyager ซึ่งผลิตในปี 1978  โดยรุ่น Discovery เป็นนาฬิกาเพื่อการดำน้ำลึกถึง 200 เมตร ขอบตัวเรือนที่หมุนได้ทุกทิศทางมีระบบป้องกันการเคลื่อนที่โดยไม่ตั้งใจ  กระจกหน้าปัดกันแสงสะท้อนและป้องกันรอยขีดข่วน และใช้พรายน้ำแบบ Tritium เพื่อให้มองเห็นในที่มืด
  

 

 

 



  

 

 

 

  

 

   ส่วนรุ่น Voyager เป็นนาฬิกาแบบ World Time รุ่นแรกของโลกที่มีระบบไขลานแบบอัตโนมัติ สามารถบอกโซนเวลาได้ถึง 23 แห่งทั่วโลก นอกเหนือจากเวลาท้องถิ่น และในปี 1990 ได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมเป็นรุ่น Voyager Atlas ด้วยหน้าปัดแบบลงยา เป็นรูปทวีปที่ดูเหมือนโผล่ขึ้นมาจากท้องทะเลสีทองและสีเงินออกสู่ตลาด



      ในปัจจุบัน EBEL มีชื่อเสียงอยู่ในระดับแถวหน้าในเรื่องการออกแบบที่สวยงามและการเลือกใช้วัสดุสูงค่าผสมผสานกันอย่างลงตัว

                                                          

Comment

Comment:

Tweet